แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

ฝังเข็มช่วยรักษาออฟฟิศซินโดรมได้

สายตาจ้องอยู่กับคอมพิวเตอร์นานกว่าวันละ 6 ชั่วโมง จะเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว เราจะรู้ก็ต่อเมื่อรู้สึกปวดแล้วอาจจะปวดไหล่ ปวดแขน ชาตามนิ้วมือ หรือปวดสะบักเป็นต้น

ฝังเข็มช่วยรักษาออฟฟิศซินโดรมได้

อาจารย์ชัย พนมยันตร์ แพทย์แผนไทยและจีน (ฝังเข็ม) โรงพยาบาลนครธน บอกว่า “ออฟฟิศซินโดรมเกิดจาก เส้นที่ลม หรือชี่จะพาไปไม่ได้ มันติดขัด ถ้าเราทำให้มันโล่ง มันก็ไม่ติดขัด มันก็หายเจ็บ เดี๋ยวนี้คนมักจะเป็นโรคไอแพดด้วยเพราะสายตากับนิ้วจ้องมากเกินไปแล้วทางการ แพทย์แผนจีนบอกว่าการใช้สายตามาก เป็นผลต่อตับ บางคนมีอาการปวดศีรษะ ตาลาย แต่บางคนที่ปวดท้องด้วยนั้นจะมาจากความเครียด ส่งผลต่อกระเพาะอาหาร บางคนเพียงแค่ตื่นเต้นเล็กน้อยก็ท้องเสียโรคเครียดยังจะรบกวนการนอน ทำให้นอนได้ไม่ดีแต่อาการเหล่านี้ก็รักษาได้”

การฝังเข็ม เป็นการกระตุ้นเส้นประสาทและเลือดลมให้ไหลเวียน ทำให้กล้ามเนื้อที่บีบรัดตัวอยู่เกิดการคลายตัว เพื่อส่งผลให้เส้นเลือดที่อยู่ในบริเวณกล้ามเนื้อนั้นมีการไหลเวียนได้ดี ขึ้น พูดถึงความเจ็บในการฝังเข็ม ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกเจ็บเล็กน้อย หรือไม่เจ็บเลยก็มี และจะรู้สึกถึงอาการตื้อหนัก ร้าว เมื่อจุดฝังเข็มไปตามทางเดินของเส้นลมปราณ

นอกจากนี้สำหรับคนที่น้ำในร่างกายน้อย ปากจะแห้งแก้มจะแดง สองอุ้งมืออุ้งเท้าบางครั้งมีเหงื่อออกที่หน้าอกร้อนก็สามารถมาฝังเข็มเพื่อ ปรับอุณหภูมิร่างกายให้สมดุล เช่นเดียวกันกับการฝังเข็มที่สามารถรักษาได้อีกหลายอาการ ซึ่งสามารถแวะไปปรึกษากับคุณหมอก่อนได้ที่โรงพยาบาลนครธน ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์โทร. 0 2450 9999, 0 2895 4000

TIPS

• การตรวจแบบจีน คือ จับชีพจร ตรวจดูลิ้น มองดูสีหน้า ฟังเสียง และกดที่ไหล่ และต้นคอดูความแข็งของกล้ามเนื้อ

• ออฟฟิศซินโดรม ควรฝังเข็มติดต่อกันอย่างน้อย 6 ครั้ง ความถี่ในการฝังก็ขึ้นอยู่กับอาการ และความเห็นของแพทย์หากอาการดีขึ้น แล้วเรายังต้องทำงานท่าเดิมซ้ำๆ ใช้กล้ามเนื้อหนัก ก็อาจกลับมาเป็นได้อีก ก่อนฝังเข็ม ควรเตรียมสุขภาพร่างกายให้พร้อม โดยรับประทานอาหารก่อน 1-2 ชั่วโมง และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก W+

 
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

รับมือกับอาการปวดประจำเดือน

เมื่อย่างเข้าสู่วัยที่มีประจำเดือน หลายคนอาจเจอกับปัญหาการปวดประจำเดือน ซึ่งอาการเหล่านั้นอาจรบกวนหรือส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ จาก ข้อมูลโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในนักศึกษาหญิงจำนวนกว่า 700 คน พบว่า 78% มีอาการปวดประจำเดือน และมากกว่า 60% ของกลุ่มนี้ยอมรับว่าอาการปวดส่งผลต่อสมาธิในการเรียน ซึ่งวัยรุ่นเป็นช่วงที่ร่างกายและฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้ตัวเองได้ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์ ทั้งสุขภาพกาย และใจ มีความมั่นใจในการทำภารกิจสำคัญต่างๆ และไม่สูญเสียโอกาสที่จะได้ทำกิจกรรมที่ตัวเองชื่นชอบ เพราะร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์คือหัวใจสำคัญของการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ของวัยเรียนรู้

รับมือกับอาการปวดประจำเดือน‘นพ.พิชัย คณิตจรัสกุล’ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “วัยรุ่นเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ต้องการความพร้อมทั้ง ทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นการดูแลสุขภาพอนามัยอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงที่มีพัฒนาการทางร่างกายและอารมณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น การเจริญเติบโตทางร่างกาย การมีประจำเดือน และกลุ่มอาการอื่นๆ ที่อาจจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ในวัยเรียนก็อาจต้องขาดเรียนหรือขาดสอบ และในวัยผู้ใหญ่ก็อาจส่งผลกระทบต่อการ

ทำงานได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์เกิดขึ้นก่อนมีรอบเดือน เรียกว่ากลุ่มอาการผิดปกติก่อนมีรอบเดือนหรือ พีเอ็มเอส (PREMEN STRUAL SYNDROME) มีผลกระทบทั้งด้านร่างกายและอารมณ์ โดยอาการทางร่างกายที่อาจพบได้คือ เจริญอาหาร ตัวบวม ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ส่วนอาการทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า โกรธง่าย วิตกกังวล ไม่อยากเข้าสังคม ซึ่งถ้าหากอาการเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้น ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกวิธี”

โดยผู้หญิงทุก คนสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองง่ายๆ ด้วยการสังเกตอาการปวดประจำเดือนของตนเองก่อนว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เพราะโดยทั่วไปแล้วอาการปวดประจำเดือนนั้นมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่

ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ เป็น อาการปวดเกร็งบริเวณท้องที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีรอบเดือน โดยไม่ได้มีโรคหรือความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น และอาจมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น อารมณ์เปลี่ยนแปลง อ่อนเพลีย ปวดหลัง ปวดศีรษะ บวมน้ำ ท้องเสีย คลื่นไส้ ซึ่งวิธีดูแลตัวเองที่ ถูกต้องได้แก่ การออกกำลังกาย รับประทาน ยาบรรเทาปวด รวมถึงการประคบด้วยกระเป๋า น้ำร้อน เป็นต้น

ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ เป็น อาการปวดที่เกิดจากความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) เป็นต้น มักจะมีอาการปวดครั้งแรก เมื่ออายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนมาก่อนจึงควรปรึกษาแพทย์ ในกรณีปวดรุนแรง กินยาบรรเทาปวดแล้วไม่ทุเลา กดถูกเจ็บ มีไข้ ตกขาว หรือมีประจำเดือนออกมากกว่าปกติ

วิธีการดูแลตัวเองเพื่อลดอาการ ปวด ประจำเดือน สามารถทำได้โดยการประคบถุง น้ำร้อนควบคู่ไปกับการดื่มน้ำอุ่นๆ รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เพื่อชดเชยการเสียเลือดมากในช่วงมีประจำเดือน หรือรับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากมีอาการปวดหรือรู้สึก ไม่สบาย รวมทั้งรู้จักวิธีผ่อนคลายตัวเอง เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำ การฝึกหายใจ เล่นโยคะ ฯลฯ เพียงเท่านี้ปัญหาจากการปวดประจำเดือนก็จะไม่มากวนใจคุณได้อีก

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพคุณผู้หญิง จาก เปรียว
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

เคล็ดลับ 5 ดู น้ำดื่ม น้ำแข็ง และไอศกรีมฤดูร้อน

การดำเนินชีวิตประจำวันในทุก วันนี้ เราต้องเรียนรู้เพื่อให้เป็นผู้บริโภค ฉลาดที่จะเลือกซื้อ เลือกใช้ เลือกผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณค่าและคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เราขอนำเคล็ดลับ 5 ดู น้ำดื่ม น้ำแข็ง และไอศกรีมฤดูร้อนให้ปลอดภัย

เคล็ดลับ 5 ดู น้ำดื่ม น้ำแข็ง และไอศกรีมฤดูร้อน

1 ดูฉลาก น้ำ แข็งหลอดควรสังเกตรายละเอียดบนฉลาก ดูเครื่องหมาย อย. พร้อมเลขสารบบอาหาร 13 หลัก วันเดือนปีผลิต หรือวันหมดอายุ ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต และข้อความว่า "น้ำแข็งใช้รับประทานได้" ด้วยตัวอักษรสีน้ำเงิน

2 ดูลักษณะอาหาร ต้องสะอาด ไม่มีสี กลิ่น รส ผิดปกติ และไม่เหลว หรือมีลักษณะเหมือนเคยละลายมาแล้ว

3 ดูภาชนะบรรจุ ควร เลือก เครื่องดื่ม บรรจุในภาชนะที่สะอาดและปิดสนิท ไม่รั่วซึม หรือมีรอยสกปรก และไม่มีร่องรอยการเปิดใช้ น้ำที่บรรจุอยู่ในภาชนะต้องใสสะอาด ไม่มีตะกอน ไม่มีสี กลิ่น หรือรสที่ผิดปกติ

4 ดูการเก็บอุปกรณ์ สำหรับน้ำแข็งหลอดตักขายตามร้านค้า ที่ไม่มีฉลาก จึงควรสังเกตสถานที่เก็บน้ำแข็งว่า อยู่ในที่สะอาดเหมาะสมหรือไม่ รวมทั้งภาชนะที่ใส่น้ำแข็งต้องถูกสุขลักษณะไม่ปนเปื้อนกับอาหาร

5 ดูผู้ขาย ทั้ง ผู้บริโภคต้องดูสุขลักษณะ ของผู้ขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเล็บมือ การ แต่งกาย ภาชนะที่ใส่ไอศกรีมก็ต้องสะอาดด้วย

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก MCOT

ขอบคุณภาพประกอบ : http://www.thinkstockphotos.com
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

10 เคล็ดลับ เพิ่มระบบเผาพลาญในร่างกาย

ถ้าสาวๆ อยากจะเพิ่มเมตาบอลิซึ่มในร่างกาย เพื่อเพิ่อระบบเผาผลาญในร่างการให้เร็วขึ้น เรามี 10 วิธีง่ายๆ มาแนะนำ รับรองว่า คุณจะต้องชอบ เพราะดีกับสุขภาพและทำให้คุณลดน้ำหนักได้ด้วยนะค่ะ

การเพิ่ม Metabolism ทำให้มีการเผาผลาญแลอรี่มากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารและอาหารเสริมที่คุณทานเข้าไปด้วย ทำให้คุณอยากดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น และน้ำที่คุณดื่มยังช่วยสนับสนุนการขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหารในร่างกายอีกด้วย และนี่เป็น 10 วิธีที่จะช่วยให้คุณเพิ่มอัตราการเผาพลาญพลังงานค่ะ

10 เคล็ดลับ เพิ่มระบบเผาพลาญในร่างกาย

1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ “ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบ มาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก” การยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่ม เหมือนกัน และช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณจะพุ่งสุดขีดนั่นเอง ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆ บนสายพานหรอกนะค่ะ แต่หลังจากนั้นอีกสัก 2- 3 ชม.ค่ะ

2. ขยับตัว อยากจะเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุด ก็ต้องออกกำลังกายอย่างน้อย ออกเดิน 30 นาที หรือ 1 ชม. วิ่งเหยาะๆ หรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที

3. กินบ่อยๆ ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย

4. งดน้ำตาล เหตุผลง่ายๆ ก็คือ น้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้น ลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว

5. กินอาหารเช้า เป็น ความจริงที่ว่า คนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่า คนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับ เมตาบอลิซึ่ม ของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย

6. กินอาหารเผ็ดร้อน อาหารประเภทเผ็ดร้อน รสจัด จะช่วยเร่งการเผาพลาญร่างกายของคุณจากภายในให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก

7. ดื่มชาเขียว เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ แถมมีประโยชน์อีกด้วย

8. ดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยขับสารพิษ หลังจากที่ร่างกายเผลาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆ ยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มทำงานดีขึ้นนิดหนึ่งด้วย

9. อย่าเครียด ความเครียดจะทำให้เราอ้วนขึ้น เพราะฮอโมนคอร์ติโซนจะไปทำให้อัตราดูซึมของเมตาบอลิซึ่มช้าลง

10. นอนหลับ ความลับที่เพิ่งจะค้นพบก็คือ กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเรา จะทำงานเผาผลาญแคลอรี่ ได้ดีที่สุดในชั่วโมงหลังๆ ที่เราหลับสนิทเต็มที่คะ

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก W+
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

คุณทานผัก พอแล้วหรือยัง

คุณทานผัก พอแล้วหรือยัง

ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของพฤติกรรมการทานผักของคนไทย พบว่าคนทำงานอายุ 20-40 ปี ส่วนใหญ่ทานผักน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 100 กรัม นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเด็ก ๆ ที่ชอบกินแต่ขนม หรือน้ำอัดลม จนตัวอ้วนกลม คงจะน้อยอย่างน่าตกใจแน่ ๆ


รู้กันว่า ควรทานผักให้ได้อย่างน้อย 350 กรัมใน 1 วัน หรือเท่ากับ 5 กำมือ ที่สำคัญควรทานคละ ๆ กันไป ทั้งผักใบเขียว เหลือง ส้ม เพื่อเสริมสมดุลของกันและกัน

มาดูกันว่า สารอาหารในผักชนิดใด ที่ร่างกายเราต้องการบ้าง

สารอาหารสำคัญที่อยู่ในผัก และพร้อมดูดซึมได้ทันที ได้แก่

แคลเซียม เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน และการทำงานของหัวใจ วิตามินดี พบมากในเห็ด และแสงแดดยามเช้า จะช่วยดูดซึมแร่ธาตุชนิดนี้ได้ดี

วิตามินบี คอมเพล็กซ์ (B Complex) เสริมสร้างพลังงานในร่างกาย และจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ พบมากในกระเทียม, ถั่วแขก, ถั่วยาง (ถั่วชนิดหนึ่งคล้ายถั่วฝักยาว)

วิตามิน ดี D พบมากในเห็ด ช่วยในการดูดซึมแคมเซียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในกระดูก ฟัน และการทำงานของหัวใจ

เหล็ก ช่วยลำเลียงออกซิเจนในเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง พบมากในผักจำพวกผักโขม, ผักสลัด


วิตามินซี C
ช่วยให้ผิวกระจ่างใส และยังเกี่ยวข้องกับคอลาเจนในผิว พบมากในผักจำพวกมะเขือเทศ, พริกหยวก, มะระ

ไฟโตเคมิคอล มีคุณสมบัติช่วยปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ ที่รู้จักกันดี อย่างเช่น สารไลโคปีนในมะเขือเทศที่ผ่านการปรุงอาหาร สารลูทีนในผักโขม เป็นต้น

แมกนีเซียม ช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาท พบมากในมันฝรั่ง, กระเจี๊ยบ

เบต้าแคโรทีน มีมากในผักที่มีสีเหลือง-ส้ม ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ และช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้สูงขึ้นด้วย

วิตามินอี E ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้เม็ดเลือกแดงแข็งแรง พบมากในฟักทอง ข้าวโพด

โปแทสเซียม คอยควบคุมความสมดุลของน้ำในร่างกาย รักษาความดันโลหิต ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น พบมากในแตงกวา, มะเขือม่วง,พริกขี้หนู

ไฟเบอร์ หรือใยอาหาร แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีประโยชน์ในการรักษาสุขภาพ ส่วนชนิดที่ไม่ละลายในน้ำ จะช่วยในการขับถ่ายให้เป็นปกติ

สารอาหารที่อยู่ในผัก ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยิ่งทานผักเยอะ ก็ดีต่อร่างกายมากขึ้นเท่านั้น

หันมาทานผักเพื่อสุขภาพกันเถอะ

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก Never-Age
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

แนะนำเมนู "อาหารของคนนอนดึก"

ช่วงตอนกลางคืนที่เป็นเวลานอนพักผ่อนนั้น ร่างกายและอวัยวะทั้งภายนอนและภายในนั้นจะหยุดทำงานเพื่อพักผ่อนและช่วยซ่อม แซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายเราในแต่ละวัน แต่คนเรามีการพักผ่อนที่แตกต่างกันไป จากที่ช่วงกลางคืนร่างกายจะได้พักผ่อนกลับไม่ได้พัก และยังทำงานหนักมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ อีกด้วย ในขณะที่บางคนอยู่ถึงดึกดื่น หิวสิค่ะรออะไร เมื่อหิวแล้วมีหรอที่จะยั้ง สักหน่อยน๊า...สักนิดหน่ะอยู่แบบนี้เป็นประจำทั้งปัญหาสุขภาพและความอ้วนตาม มาเลยจร้า ถ้าจะชอบกินขนาดนี้โดยเฉพาะมื้อดึกด้วยแล้วหล่ะก็นะฟังทางนี้เลยค่ะ แล้วยิ่งสาวๆ ต้องฟังเพราะว่าวันนี้เราจะมาแนะนำเมนู "อาหารของคนนอนดึก" ให้สาวๆ ได้รู้กันค่ะ ทีนี่หล่ะกินให้ฟินกันเลย แต่ของร้องอย่างต้องกิน อาหารของคนนอนดึก ที่เรานำมาฝากกันนี้นะค่ะสุขภาพร่างกายจะได้ไม่เสีย ว่าแล้วเราก็ไปดูเมนูรายการ อาหารของคนนอนดึก กันเลยดีกว่านะค่ะว่ามีอะไรบ้าง

แนะนำเมนู อาหารของคนนอนดึก

เมนู อาหารของคนนอนดึก


- งดเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว, เนื้อหมู, ไก่ ซึ่งย่อยยาก ลำไส้ต้องทำงานหนัก หากอยากรับประทานเนื้อสัตว์ ควรเคี้ยวให้ละเอียด เพื่อแบ่งเบาภาระการทำงานของลำไส้


- ดื่มน้ำขิง ผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ หรือน้ำอุ่น ผลมน้ำผึ้ง หรือ น้ำอุ่นธรรมดาซัก 1 แก้วก็ได้


- เวลานอน ควรทำให้ช่วงท้องและฝ่าเท้าอุ่น โดยการห่มผ้า


- มื้อดึก ควรเป็นมื้อเบาๆ อย่าง ผัก, ผลไม้, นม, ไข่ และ เนื้อปลา ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่า


- ไม่ควรดื่มน้ำเย็น หรือน้ำอัดลม เพราะจะเพิ่มภาระให้ระบบภายในร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องการความร้อนเพื่อช่วยย่อยอาหาร


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก modernmom

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

4 เคล็ดลับ "แก้อาการปวดหลัง"

อาการปวดหลังเป็นอีกหนึ่งอาการหลังๆ ที่เรามักจะพบเจอกันบ่อยๆ ถึงอาจจะไม่ร้ายแรงแต่มันก็สร้างความทรมานให้เราได้เหมือนกัน อาการปวดหลังนั้นเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ แต่ถ้าเลือกได้ขอไม่เป็นดีกว่านะบอกเลย เพราะเวลาปวดหลังลำบากนะเวลาที่จะทำอะไร และแถมอาการนี้ยังเป็นอาการที่หายยากมากๆ ใครที่ไม่เคยเป็นบอกเลยว่าไม่มีวันรับรู้ได้ถึงความทรมานเช่นนี้แน่นอน แต่ว่าวันนี้ค่ะ วันนี้เรามี 4 เคล็ดลับ "แก้อาการปวดหลัง" มาฝากกันค่ะ ต่อไปนี้นะค่ะปัญหาอาการปวดหลังที่ยากจะแก้ไขจะไม่มีทางมากวนใจคุณๆ ได้อีกแล้วค่ะ งั้นเอาเป็นว่าเราอย่ามัวรอช้าเลยนะค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าจริงๆ แล้ว4 เคล็ดลับ "แก้อาการปวดหลัง" ที่เรานำมาฝากนี้จะช่วยบรรเทาสุขภาพหลังได้หรือไม่ แล้วจะได้ผลขนาดไหน ไปดูกันเลยค่ะ ถ้าเกิดทำตาม 4 เคล็ดลับ "แก้อาการปวดหลัง" นี้ทำบ่อยๆ เรามั่นใจว่าปัญหาอาการปวดหลังที่แสนจะทรมานจะไม่กลับมากวนใจคุณสาวๆ อีกแน่นอนค่ะ

4 เคล็ดลับ แก้อาการปวดหลัง

เคล็ดลับ "แก้อาการปวดหลัง"


1. ฝึกพิลาทิส
เป็นการออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลำตัว ท่าที่ใช้ในการลดอาการปวดหลัง คือ ท่ายกเชิงกราน ท่าหนีบหมอน และท่าหมุนข้อเท้า เคล็ดลับ คือ เมื่อหายใจเข้าต้องเอาอากาศ เข้าไปเต็มปอด ซึ่งจะรู้สึกว่าสะดือถูกยกขึ้น และค่อย ๆ หายใจออกทางปาก และกดสะดือลง


2. ว่ายน้ำ
การว่ายน้ำจะช่วยลดอาการของโรคปวดหลังได้มาก เพราะไม่สร้างแรงกดแรงกระแทก แต่ควรงดว่าย ท่ากบ เพราะต้องแอ่นหลังมาก


3. ปรับเปลี่ยนท่านอน
ห้ามนอนคว่ำ นอนหงาย เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น หากนอนหงายควรใช้หมอน ข้างหนุนโคนขาจะทำ ให้สะโพกและเข่างอ เล็กน้อย ซึ่งช่วยให้กระดูกสันหลังหายแอ่นและแบนติดที่นอน การนอนตะแคงเป็นท่าที่ดีที่ สุด แต่ต้องระวังเพราะอาจทำให้กระดูกสันหลังแอ่นได้ ฉะนั้นควรนอนให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ สะโพกและ เข่ากอดหมอนข้างไว้ ทำให้หลังโก่งเล็กน้อย


4. การหยิบจับของ
ให้ย่อตัวแล้วยกของหนักมาชิดตัว แล้วลุกขึ้นยืนด้วยกำลังขา ขณะที่อุ้มของหนักให้ของชิดตัวตลอดเวลา เมื่อ จะวางของ ลงให้ทำเช่นเดียวกับตอนยกขึ้น


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก modernmom

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

ไวน์แดง...เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ

สำหรับเครื่องดื่นที่ผสม แอลกอฮอล์ นั้นเรารู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์ และถ้าดื่มมากๆ มันยังให้โทษเรากลับมาอีกด้วย คุณก็ไม่มีแต่โทษนี้เยอะจัด ก็ไม่รู้ทำไมคนจำนวนไม่นอนถึงดื่มกันจัง และไม่ว่างานสังสรรค์ งานสังคม หรืออะไรก็แล้วแต่ก็มักจะมี แอลกอฮอล์ ร่วมด้วยเสมอ แต่เราได้รู้มานะค่ะว่ามีเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์แต่ดันเป็นเครื่องดื่ม เพื่อสุขภาพนี้สิค่ะถึงกับ งง ตอนนี้หลายๆ คนก็คงจะ งง เหมือนกัน งั้นเราบอกเลยก็ได้ค่ะว่าเครื่องดื่นที่ว่านั้นก็คือไวน์แดงนั้นเองค่ะ ใช่ค่ะถูกแล้วไวน์ค่ะ ไวน์แดง เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ที่เราได้พูดถึง ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมหล่ะค่ะว่าเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอลล์นั้นจะกลายมา เป็น เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ได้ งั้นเอาเป็นว่าเราไปดูข้อมูลให้ละเอียดกันเลยดีกว่านะค่ะวาจริงเท็จสักแค่ ไหน แต่ถึงแม้ว่าจะเป็น เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งมึนเมาถ้าดื่มมากๆ ก็อาจขาดสติและทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือเรื่องร้ายแรงต่างๆ ได้ ยังงัยก็อย่าชะล่าใจไปนะค่ะ

ไวน์แดง เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ

เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ


”ไวน์แดง“ ซึ่งปัจจุบันก็รู้ๆกันอยู่ว่า ไวน์แดง มีประโยขน์ต่อร่างกายและขึ้นชื่อมากว่าดีต่อหัวใจ ช่วยสลายไขมันที่อยู่ในหลอดเลือด ส่งผลให้ไขมันไม่อุดตันในเส้นเลือด ไวน์นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติดีแล้ว การดื่มไวน์ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อีกด้วย และไวน์มีส่วนช่วยป้องกันเกล็ดเลือดแข็งตัว และป้องกันระบบประสาท ทำให้อายุยืนขึ้นอีกหลายปี


ไวน์ แดง มีรสชาติที่กลมกล่อม แต่ต้องเป็นชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์ นะ ถึงจะมีสรรพคุณช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียไม่ให้เกาะผิวเคลือบฟัน ส่งผลให้ไม่มีแมงมากินฝันเรา ฟันไม่ผุ ใครที่กลัวฟันผุก็จิบ ไวน์แดง วันละหน่อย พอเป็นพิธีเพื่อสุขภาพที่ดี หรือจะใช้วิธีอื่นก็ไม่ว่ากันคะ


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก modernmom

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

แนะนำ "โยคะหน้าท้องแบนราบ"

การมีหน้าท้องแบนราบนั้นเป็นความปรารถนาที่สาวๆ ส่วนใหญ่ต้องการ แต่เพราะคำว่ากินคำเดียวเท่านั้นทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ที่ยากแบบ สุดๆ จริงๆ แต่ต่อไปนี้มันจะไม่ยากอีกต่อไปแล้วเพราะว่าวันนี้เราจะมา แนะนำ "โยคะหน้าท้องแบนราบ" ให้สาวๆ ได้รู้กันค่ะ อย่างที่เราได้รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า โยคะ เป็นการบริหารร่างกายอีกอย่างหนึ่ง หรือง่ายๆ ว่าเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบง่ายๆ นั้นเอง โยคะ ให้รูปแบบที่เราเข้าใจกันจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เลือดลมไหลเวียนสะดวก แต่ ณ วันนี้เรามี "โยคะหน้าท้องแบนราบ" เพื่อจะช่วยไปยังหุ่นของเราให้ดูดี ดูผอมเพรียว อย่างที่สาวๆ ทั้งหลายต้องการ ถ้าจะเกริ่นมายาวขนาดนี้สาวๆ คงจะนั่งเบื่ออยู่แน่ๆ เลยใช่ไหมหล่ะค่ะ อะงั้นเอาเป็นว่า ตอนนี้เราอย่ามัวรีรอกันเลยดีกว่า เพราะเชื่อว่าสาวๆ นั้นก็คงอยากที่จะรู้แล้วว่า "โยคะหน้าท้องแบนราบ" จะเป็นอย่างไร แต่จะได้ผลมากน้อยสักแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่ที่สาวๆ แล้วนะค่ะว่าจะทำได้สักแค่ไหน เอาเป็นว่าถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปปฏิบัติตาม "โยคะหน้าท้องแบนราบ" กันเลยดีกว่า นะค่ะ Let 's Go!

โยคะหน้าท้องแบนราบ

โยคะหน้าท้องแบนราบ


โยคะกับสุขภาพ การปฏิบัติโยคะอย่างถูกต้องและครบถ้วนสมดุล ผู้ปฏิบัติย่อมได้รับผลดีทั้งในระบบโครงสร้าง ระบบพลังงาน และระบบ สั่งการอย่างทั่วถึง การที่จะปฏิบัติโยคะอย่างถูกเทคนิควิธี ผู้ปฏิบัติจะต้องมีจิตใจที่ตื่นตัวและละเอียดอ่อน สังเกตแต่ละขณะแห่งการเคลื่อนไหว การหยุด ต้องมีจิตใจที่มั่นคง เมื่อเพียรปฏิบัติโยคะอย่างสม่ำเสมอ แล้ว จิตใจย่อมได้รับการพัฒนาให้มั่นคงตื่นตัว นั่นคือคุณสมบัติของจิตที่มีสมาธิ จิตที่เข้มแข็ง อันหมายถึงการมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง ท่าลดหน้าท้อง ของโยคะมีหลายชุด สัปดาห์นี้มีมาให้ผู้หญิงที่รักสวยรักงามได้ลองฝึกกันอีกหนึ่งท่าค่ะ

ประโยชน์

- ช่วยฝึกกำลังและลดไขมันหน้าท้องและเอว
- ช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง
- บริหารต้นขา ลดไขมันต้นขา

วิธีปฏิบัติ


- นอนหงาย มือประสานกันใต้ศีรษะ เท้าชิด
- หายใจเข้า หายใจออก ยกลำตัว ยกขาซ้ายขึ้น 45 องศา ขาตรง ไม่งอเข่า เกร็งหน้าท้อง ไม่กลั้นหายใจ ค้างไว้ หายใจเข้า-ออก 510 วินาที ลดลง
- หายใจเข้า หายใจออก ยกขาขวา ยกลำตัว หายใจเข้า-ออก 510 วินาที แล้วลดลง ทำซ้ำอีก 2-3 ครั้ง
- หายใจเข้า หายใจออก ยกทั้งสองขาและลำตัว ค้างไว้หายใจเข้าออก 10 วินาที แล้วลดลง

โยคะ นับได้ว่าเป็นวิธีหนึ่งที่เป็นการแก้ไขรูปร่างที่ดี และยังส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย . . . อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันนะคะ

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพคุณผู้หญิง จาก นิตยสาร Spicy
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ! ประโยชน์ของน้ำมะระปั่น

บางคนนั้นก็ทานผักใบเขียวยากเหลือเกิน และยิ่งผักชนิดที่มีรสขมเนี้ยนะอย่าให้พูดเลยค่ะ แค่สัมผัสลิ้นก็แทบอ้วกแล้ว แต่รู้ไหมค่ะว่าผักที่ยิ่งขมมันจะยิ่งมีประโยชน์ ถ้าแบบว่าให้มาเคี้ยวๆ เนี้ยมันเกินใจก็ลองดัดแปลงมาเป็นแบบเครื่องดื่มดูไหมค่ะเผื่อจะได้ทานง่าย ขึ้น แล้ววันนี้ค่ะวันนี้เรามีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ! ประโยชน์ของน้ำมะระปั่น มะ ระเป็ผักที่เรารู้กันดีว่ามีรสชาติขม กินยากมากๆ สำหรับใคหลายๆ คน แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็นแบบน้ำอาจจะง่ายขึ้นก็ได้นะค่ะ แล้วที่สำคัญประโยชน์ของน้ำมะระปั่นนั้นก็มีเยอะแยะมากมาย ใครที่แบบรักสุขภาพต้องลองเปลี่ยนทัศนคติแล้วหล่ะค่ะ เพราะว่า ประโยชน์ของน้ำมะระปั่น มีเยอะจริงๆ ขอบอก ตอนนี้หลายๆ คนนั้นก็คงอยากที่จะรู้แล้วใช่ไหมหล่ะค่ะว่า ประโยชน์ของน้ำมะระปั่นที่เรานำมาบอกกันนี้มีอะไรบ้าง ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปดูประโยชน์ของน้ำมะระปั่นกันเลยดีกว่าค่ะ


ประโยชน์ของน้ำมะระปั่น

ประโยชน์ของน้ำมะระปั่น


มะระ เป็นผักผลผิวขรุขระ ที่มีรสขม เน้นที่มะระจีน เพราะเนื้อมะระจีนนี้ประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินบีรวม และเกลือแร่ชนิดต่างๆ เหตุที่เนื้อมะระมีรสขม เพราะ มีสารอัลคาร์ลอยด์ชื่อ โมโมดิดิน ช่วยทำให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อน ๆ สามารถต้านเชื้อไวรัส แถมล่าสุดผลการวิจัยค้นพบว่า มะระขี้นก (ผลเล็ก ๆ ที่แนมกับน้ำพริก) ช่วยต้านเชื้อไวรัส H I V ได้อีกด้วย

วิธีทำน้ำมะระปั่น (จำนวน 3แก้ว)

- เนื้อมะระสดหั่นชิ้น 2 ถ้วย
- น้ำส้มคั้น 1/2 ถ้วย
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- น้ำต้มสุกแช่เย็น 1 ถ้วย
- น้ำแข็งบดละเอียด 1 ถ้วย

เลือกมะระจีนแก่จัด ดูที่เปลือกสีเขียวอมขาว ล้างน้ำให้สะอาด ผ่าเอาเม็ดออก หั่นเป็นชิ้นนำไปแช่ตู้เย็นให้เย็นจัด เพื่อลดความ ขมและกลิ่นเหม็นเขียว เมื่อเย็นได้ที่ นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้วแล้วดื่ม สูตรนี้ทานแล้วจะช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพคุณผู้หญิง จาก modernmom

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

5 นิสัยทำร้ายสุขภาพเท้า

มีสาวๆ โดยเฉพาะวัยทำงานมักจะบ่นปวดเท้ากันอยู่เป็นประจำว่า วันนี้ฉันปวดเท้าจังเลยทำไงดี อยากไปนวดเท้าจังแต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาว่างเลยใช่ไหมละค่ะ แต่คุณทราบหรือไม่คะว่าอะไรที่เป็นตัวการในการทำร้ายสุขภาพเท้าของคุณให้ ต้องตกอยู่ในสภาพป่วยขาดใจแบบนี้ เชื่อว่าสาวๆ และคนรักสุขภาพจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะที่มีปัญหาเรื่องนี้ แล้วเคยรู้สึกสงสัยบ้างไหมค่ะว่าทำไม๊...ทำไม่ฉันต้องมาเจอกับปัญหาเหล่านี้ ด้วยนะ ค่ะส่วนหนึ่งนั้นก็คงเป็นเพราะตัวคุณเองนั้นและที่กำลังทำร้ายสุขภาพเท้าของ คุณอยู่ เอ...แล้วฉันทำอะไรละให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ บอกเลยค่ะว่านิสัยและกิจวัตรประจำวันของคุณนั้นและค่ะที่เป็นตัวการสำคัญทำ ให้คุณต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคปวดเท้าที่เป็นอยู่ ลองมาดูกันซิค่ะว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร แต่ก่อนอื่นคงต้องหยุดนิสัยเหล่านี้กันซะก่อนนะค่ะนั้นก็คือ


5 นิสัยทำร้ายสุขภาพเท้า


1. เดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็ง


โดยธรรมชาติแล้ว เท้าของคนเราถูกออกแบบมาให้เดินบนพื้นที่เรียบและอ่อนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น พื้นดิน ขณะที่ย่ำย่างแต่ละก้าวลงไป พื้นที่มีลักษณะยืดหยุ่นหรือยวบได้จะยุบลงเป็นรอยเท้า ซึ่งซัพพอร์ตกับการลงน้ำหนักของเท้าอย่างเป็นธรรมชาติ ต่างจากพื้นแข็ง ๆ อย่างพื้นกระเบื้อง ซีเมนต์ หรือแม้แต่พื้นในบ้าน ที่แบนและกระด้างไม่ยืดหยุ่น การเดินเท้าเปล่าเพียง 5,000-10,000 ก้าวต่อวัน ก็มากพอที่จะทำให้คุณเกิดอาการปวดเท้าได้แล้ว เพราะความแข็งของพื้นทำให้น้ำหนักถ่ายเทลงไปอย่างผิดลักษณะ เกิดเป็นอาการปวดส้นเท้า ฝ่าเท้า หรือแม้กระทั่งปวดเข่าตามมาได้


2. ใส่รองเท้าส้นแบนหรือรองเท้าแตะนิ่ม ๆ


เคยได้ยินแต่รองเท้าแตะพื้นบาง ๆ แข็ง ๆ จะเสี่ยงทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของเท้าได้ง่าย แต่รู้หรือไม่คะว่ารองเท้าส้นเตี้ยหรือรองเท้าแตะพื้นนิ่ม ๆ ใส่สบายก็มีผลเสียได้เช่นกัน เมื่อใส่ไปนาน ๆ เข้า ความสบายจะกลายเป็นความปวดเมื่อยจนอาจถึงขั้นอักเสบขึ้นมาแทน


เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ รองเท้าที่มีพื้นรองเท้านุ่มนิ่มทำให้แนวโน้มที่จะย่างเดินโดยมีลักษณะเท้า บิดเข้าด้านใน (Over Pronation) มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะการเดินที่ทำให้เท้านิ้วโป้งและบริเวณที่ไล่ลงมารับน้ำหนัก มากกว่าส่วนอื่น ๆ การเดินลักษณะเช่นนี้จึงเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บมาก ไม่ว่าจะเป็นปวดส้นเท้า เอ็นส้นเท้าอักเสบ เอ็นร้อยหวายอักเสบ ปวดแข้ง ปวดเข่า ลามไปจนถึงปวดเอวและหลังช่วงล่าง เพราะนั้นหากจะเลือกรองเท้าส้นแบนหรือรองเท้าแตะไว้ใส่เดินให้สบายสักคู่ก็ ต้องใส่ใจกับจุดนี้ด้วยนะคะ


3. เดินผิดวิธีจนน่องโต

น่องโต .. จริง ๆ แล้วอาการนี้น่าจะเกิดขึ้นกับคนที่ออกกำลังกายหนัก ๆ จนไขมันที่ขาหายไปและเห็นก้อนกล้ามเนื้อได้ชัดเจน แต่ที่จริงผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักตัวเกินก็ประสบปัญหาน่องโตได้เช่นเดียวกัน นั่นเป็นเพราะท่วงท่าการเดินที่ไม่ถูกลักษณะ ทำให้กล้ามเนื้อที่น่องทำงานหนักเกินไป ลองปรับเปลี่ยนการเดินดูใหม่ โดยแต่ละครั้งที่ขึ้นบันได แทนที่จะก้าวพรวด ๆ ให้ถึงด้านบนเร็ว ๆ ให้หยุดทุกขั้นที่ก้าว แล้วเหยียดขาให้น่องทั้งสองข้างตึงก่อนจะก้าวขึ้นขั้นต่อไป

4. แอคทีฟกับการออกกำลังกายมากเกินไป


การออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ต้องเป็นไปอย่างถูกวิธีด้วย การวิ่งอย่างเร็วโดยไม่ได้วอร์มจากการเดินช้า ๆ มาก่อน หรือการเพิ่มสปีดขึ้นอย่างกะทันหัน ก็จะทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บได้ นอกจากจะต้องให้ความสำคัญในการวอร์มอัพแล้ว ยังต้องเลือกรองเท้าที่เข้ารูปและซัพพอร์ตเท้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


5. ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้น้ำหนักเกิน .. แม้จะแค่นิดเดียวก็ตาม


จากการวิจัยพบว่า การที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ส่งผลต่อสุขภาพเท้าได้ไม่น้อย เพราะนั่นหมายความว่าเท้าทั้งสองข้างจะต้องแบกรับภาระมากกว่าเดิม น้ำหนักที่กดลงที่เท้าทั้งสองข้างก็มากขึ้นกว่าเดิมทำให้ปวดเท้าง่าย หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าก็นำไปสู่โรคเอ็นร้อยหวายอักเสบ หรือโรคข้อเสื่อมได้ทีเดียวค่ะ และหากผู้ที่มีน้ำหนักเกินต้องการจะออกกำลังกาย ก็ควรเลือกประเภทการออกกำลังที่ไม่ทำให้เกิดการกระทบกระแทก หรือเท้าต้องแบกรับน้ำหนักมากนัก อย่างเช่น การว่ายน้ำ แอโรบิคในน้ำ โยคะ เป็นต้น


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพคุณผู้หญิง จาก healthy

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

บร็อคโคลี่ ผักต้านมะเร็ง

บร็อคโคลี่ ผักต้านมะเร็ง

มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องของการกินบร็อคโคลี่กับการต้านโรคมะเร็ง โดย เฉพาะหน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั้น เมื่อกินคู่กับบร็อคโคลี่จะทำให้มีผลที่สามารถต่อกรกับโรคมะเร็งได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้นเกือบ 2 เท่า


บร็อคโคลี่ เป็น ผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วยเบตา-แคโรทีน(beta-carotene) เส้นใยอาหาร วิตามิน C รวมไปถึงสารอาหารต่างๆอีกหลากหลายชนิด บร็อคโคลี่มีสารชัลโฟราเฟน (sulforaphane) ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ตับขับสารพิษ ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และยับยั้งการเจริญของเนื้องอก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษในการต่อต้านมะเร็ง คือสามารถป้องกันอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำลายเซลและทำลาย DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้


การศึกษาของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์พบว่า หน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั้นมีเอนไซม์ไมโรซิเนส (myrosinase) และ มีปริมาณที่มากกว่าบร็อคโคลี่ต้นที่โตแล้ว ดังนั้นการกินทั้งบร็อคโคลี่และต้นอ่อนของมันจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น กว่าการกินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว


การรับประทานบร็อคโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์ในการต้านมะเร็งมากที่สุดนั้น จะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานเกินไป เพราะจะเป็นการทำลายเอนไซม์ไมโรซิเนส (myrosinase) หรือตัวเอนไซม์ที่สามารถย่อยแป้งและน้ำตาล และจะไปทำลาย sulforaphane อีกด้วย



TIP:
ควร เลือกบร็อคโคลี่ที่มีดอกแน่น กระชับ และมีสีเขียวเข้ม ในส่วนก้านควรจะเหนียวนุ่มและแข็งแรง หลีกเลี่ยงต้นที่มีดอกสีเหลือง ใบเหี่ยวเฉา และที่ก้านหนาหรือแข็งจนเกินไป


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก cpmeiji.com

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

5 กลเม็ดการกินที่ช่วยให้ผอมเร็วขึ้น

5 กลเม็ดการกินที่ช่วยให้ผอมเร็วขึ้น

การนั่งๆ นอนๆ พักผ่อนในวันหยุด ถือได้ว่าเป็นสิ่งดีทำหรับผู้หญิงทำ งานอย่างเราๆค่ะ แต่การนั่งๆ นอนๆ นั้นคงจะพ้นเรื่องของการกินไปไม่ได้อย่างแน่นอน หรือแม้กระทั่งเมื่อคุณทำงานก็ตาม ก็ยังไงๆ ก็คงจะมีการกินที่ตามใจปากไปบ้าง หากเปลี่ยนนิสัยการกินไปไม่ได้ ทำไม่เราไม่เปลี่ยนของที่กินเข้าไปละค่ะ นอกจากไม่ต้องอดให้ทรมานแล้ว ยังช่วยเสริมสุขภาพด้วยค่ะ


1. สลัดผัก
ไม่ต้องบอกอะไรมากมายเลยค่ะ สำหรับเมนูนี้ เพราะน่าจะรู้จักกันดี ถึงประโยชน์ของเมนูนี้ แต่อย่างไรก็ดี ควรระวังเรื่องน้ำสลัดหน่อยนะคะ เพราะในน้ำสลัดบางชนิด มีทั้งไข่ น้ำมัน ทางทีดีเลือกแบบ Low fat จะดีมากค่ะ


2. พึงระวังสีแดงและสีเหลือง
สีแดงและสีเหลือง เป็นสีที่กระตุ้นความอยากอาหารได้ดีมากๆเลยค่ะ จะเห็นได้ว่า อาหารที่เต็มไปด้วยไขมันทั้งหลาย ก็ล้วนมีสีเหล่านี้ทั้งนั้น เพราะอุปนิสัยของคนเราเช่นนี้ ร้านอาหาร fast foodส่วนใหญ่ จึงสีหลักๆเป็นสีแดงและสีเหลืองในการตกแต่งร้านทั้งนั้น อย่าได้ไปหลงกลสีเหล่านี้นะคะ ทางที่ดี เวลาทำอาหารกินเองที่บ้าน ให้เลือกภาชนะถ้วย ชาม ที่มีสีฟ้าจะดีที่สุด เพราะสีฟ้า เป็นสีที่ยับยังความหิวได้ดีนั้นเอง


3. น้ำสมสายชู
ไม่ได้ให้ทานน้ำสมสายชูเดี่ยวๆนะคะ แต่ให้ผสมลงไปในอาหารที่ทานเข้าไปด้วย เพราะกรดอะซิติกในน้ำส้มสายชูมีส่วนตัวช่วยในการผลิตเอ็นไซม์ที่สลายไขมัน ลองเติมน้ำส้มสายชู 1-2 ช้อนชาลงในสลัดผัก หรือเมนูอื่นๆของคุณดูนะคะ รสชาติอาจแปลกๆ แต่มีประโยชน์มากๆ


4. ของทานเล่น
การทานจุกจิก ก็เป็นอีกนิสัย ที่หลายๆคนอาจลืมตัว แต่หากเราเปลี่ยนนิสัยไม่ได้ ก็เปลี่ยนสิ่งที่ทานซิคะ ไม่ว่าจะเป็น เบบี้ แครอท หรือผักต่างๆที่ทานดิบได้ ผลไม้ต่างๆ มีของเหล่านี้ติดตู้เย็นไว้ เป็นสิ่งที่ดีเลยค่ะ


5. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
สำหรับนักดื่ม รู้ไหมคะว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นตัวการที่ทำให้อ้วนได้ดีมากๆ และยังจะพ่วงโรคต่างๆ มาอีกมากมาย นั่นรวมไปถึงน้ำอัดลมด้วยนะค่ะ ถ้าคุณต้องการฟิตหุ่น หรือลดน้ำหนักจริงๆ ก็ลดเถอะค่ะ เปลี่ยนมานั่งกินน้ำมะนาว หรือน้ำเปล่าก็ได้


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก สนุกดอทคอม

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

5 อาหารอมตะ กินได้แม้หมดอายุแล้ว

5 อาหารอมตะ กินได้แม้หมดอายุแล้ว

ทุกวันนี้คนทั่วโลกทิ้งอาหารเกือบครึ่งโดยไม่จำเป็น เพียงเพราะกินเหลือ หรือเพราะมันหมดอายุ โดยไม่สนใจว่าคนอีกเกือบครึ่งโลกกำลังอยู่ในภาวะอดอยาก แต่ปัญหานี้อาจแก้ไขได้ หากเราหันมากินอาหารที่หมดอายุแล้วให้มากขึ้น อาหารชนิดไหนที่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ายังไม่เสีย แม้ผ่านวันหมดอายุไปแล้ว


เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการเปิดเผยผลสำรวจช็อกโลกที่ว่าอาหารที่ผลิตในระบบเศรษฐกิจโลกประมาณร้อย ละ30-50 ถูกทิ้งโดยไม่เคยตกถึงท้องประชาชน โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา ที่อาหารครึ่งหนึ่งถูกทิ้งเพียงเพราะหมดอายุ ทั้งๆที่จริงๆแล้วอาหารหลายชนิดยังกินได้


ตัวเลขนี้นำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ซูเปอร์มาเก็ต ที่มีค่านิยมเลือกขายอาหารเฉพาะที่รูปร่างหน้าตาสมบูรณ์แบบ ไม่มีรอยด่างพร้อย รวมถึงกฎเกณฑ์การกำหนดวันหมดอายุอาหารในยุโรปและอเมริกาที่เข้มงวดเกินไป ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ทำให้อาหารจำนวนมากต้องถูกทิ้งไปโดยที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้แก่โลก และคนอีกซีกโลกหนึ่งที่หิวโหย ทั้งๆที่ต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานมหาศาลในการผลิตพวกมันออกมา


เมื่อการเปลี่ยนกฎการกำหนดวันหมดอายุอาหาร เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและต้องใช้เวลานาน นักวิทยาศาสตร์จงหันมาใช้อีกวิธีที่แก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่า แม้จะไม่ง่ายดายไปกว่าวิธีแรก นั่นก็คือการเปลี่ยนทัศนคติที่คนมีต่อวันหมดอายุของอาหาร นักวิทยาศาสตร์การอาหารของสหรัฐฯ ออกรายงานที่ระบุว่าวันหมดอายุของอาหารหลายชนิด ไม่ได้คิดคำนวณจากอายุอาหารจริงๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของรสชาติและหน้าตา จริงๆแล้วมีอาหารอย่างน้อย 5 ชนิดที่ยับริโภคได้ แม้ผ่านวันหมดอายุไปแล้วนานนับเดือน


ตอร์ติยาชิปส์ และอาหารประเภทขนมกรุบกรอบทั้งหลาย ยังกินได้ แม้ผ่านวันหมดอายุที่ข้างถุงไปแล้วนับเดือน เพียงแต่มันอาจจะเริ่มมีกลิ่นหืน และไม่กรอบเท่าเดิม ซึ่งวิธีแก้ก็ทำได้ง่ายๆ โดยการเทขนมใส่ถาด พรมน้ำมันเพิ่มเล็กน้อย แล้วนำไปอบ ก็จะได้ขนมกรุบกรอบที่สดใหม่เหมือนเดิม


อาหารอีกชนิดที่แทบจะไม่มีวันหมดอายุ ก็คือโยเกิร์ต เพราะ โยเกิร์ตเป็นนมที่ถูกทำให้บูดไปแล้วครั้งหนึ่ง และเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ชนิดดีที่ฆ่าแบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่ทำให้คุณท้อง เสียได้ ด้วยเหตุนี้คุณจึงกินโยเกิร์ตได้แม้เมื่อมันหมดอายุแล้วหลายเดือน


ช็อกโกแลต ของหวานที่แทบไม่มีใครปฏิเสธได้ ก็เป็นอาหารอีกชนิดที่ไม่เน่าเสีย นอกจากคุณจะทำมันละลาย ช็อกโกแลตที่เก็บไว้นานเกินไปจะมีฝ้าขาวขึ้น ซึ่งไม่ใช่เชื้อรา แต่เป็นปฏิกิริยาของไขมันในช็อกโกแลตเมื่อเจอกับอากาศ


ไข่ อาหารคู่ครัวทั่วโลก สามารถเก็บได้นานกว่าที่คุณคิด เพียงเก็บไข่ไว้ในที่แห้งและเย็น อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส คุณก็สามารถเก็บไข่ไว้ได้นาน 3-5 สัปดาห์ เนื่องจากอุณหภูมิระดับนี้สามารถยังยั้งการเติบโตของเชื้อซัลโมเนลา เชื้อโรคร้ายแรงที่มักก่อตัวในไข่ได้


อาหารชนิดสุดท้ายที่คุณอาจไม่คิดว่าจะเก็บได้นานหลังวันหมดอายุ ก็คือนม จริงอยู่ที่นมอาจมีกลิ่นและรสชาติไม่ดีหากทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกินไป แต่กลิ่นและรสที่เปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่านมขวดนั้นบูด เพราะกว่านมจะบูดถึงขั้นทำให้คุณท้องเสียเมื่อดื่มเข้าไป ต้องใช้เวลาหลังจากนมนั้นเริ่มมีกลิ่นนานหลายชั่วโมง แต่หากคุณอยากยืดอายุนมโดยไม่ต้องทนดื่มนมมีกลิ่น ก็ควรรีบปิดฝาขวดนมและเก็บเข้าตู้เย็นทันทีหลังใช้งาน อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บนมคือ 2 องศาเซลเซียส เพียงเท่านี้นมของคุณก็จะอยู่ได้นาน ไม่ต้องโยนทิ้งเพียงเพราะดื่มนมไม่หมดก่อนวันหมดอายุข้างขวดอีกต่อไป


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก VOICEtv

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

เชื้อ HPV สาเหตุหนึ่งของมะเร็งปากมดลูก

เชื้อ HPV สาเหตุหนึ่งของมะเร็งปากมดลูก

เมื่อพูดถึงมะเร็งคงไม่มีใครอยากเป็นไม่ว่าคุณจะรักษาสุขภาพ ดีแค่ไหน แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วก็เสี่ยงตายทุกคน มะเร็งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตทั้งผู้หญิง และผู้ชาย และมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่น่าศึกษา และมาในรูปหูดก็ได้ นั่นคือมะเร็งปากมดลูก

เชื้อ HPV สาเหตุหนึ่งของมะเร็งปากมดลูก

เราคงได้ยินชื่อของเชื้อ HPV นี้มาบ้างแล้ว และส่วนใหญ่ก็จะได้ยินว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากเชื้อนี้บางชนิดอาจจะทำให้เกิดลักษณะเหมือนหูดจึงเรียกว่า papillomaviruses หูดนี้ สามารถเกิดได้ที่อวัยวะหลายส่วนเช่นที่มือ เท้า คอ นอกจากนั้นยังเกิดที่อวัยวะเพศได้ด้วย เราเรียกไวรัสกลุ่มนี้ว่า Human papillomaviruses (HPVs) ซึ่งมีมากกว่าร้อยชนิดเชียวล่ะค่ะ

ในส่วนใหญ่ได้รับเชื้อหูดนี้และไม่มีอาการและหายเองได้ แต่หูดบางชนิดสามารถอยู่ได้เป็นปีโดยที่ไม่เกิดอาการ และเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง เชื้อไวรัสหูดจะอาศัยอยู่เซลล์ผิวที่เรียกว่า Sqamous cell ซึ่งพบได้ที่ส่วนบนของผิวหนัง ปากมดลูก ช่องคลอด ทวาร ส่วนปลายของอวัยวะเพศชาย ปากและคอ

การติดเชื้อ human papillomaviruses(HPV) ทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง


เนื่องจากเชื้อนี้สามารถติดต่อกันได้ทางเพศสัมพันธ์ด้วย จึงทำให้โรคนี้เป็นกันมากในวัยเจริญพันธุ์ โรคที่พบจากการติดเชื้อนี้ได้แก่

  • ดาว หูดที่อวัยวะเพศ



  • ดาว มะเร็งปากมดลูก


โรคอื่นๆได้แก่แผลที่อวัยวะเพศทั้งชาย และผู้หญิง

เชื้อ HPV แต่ละชนิด ก็ใช่ว่าจะเป็นสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ เท่ากัน เจ้าเชื้อ HPV ที่มีโอกาสทำให้เกิดมะเร็งได้น้อยได้แก่ HPVs type 6 และ 11 ทำให้เกิดโรคหูดที่เรียกว่า condyloma acuminatum ส่วนเชื้อ HPV ที่หากไปอยู่ที่อวัยวะเพศหรือทวารหนัก จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ค่อนข้างมากและมีโอกาสเกิดมะเร็งค่อนข้าง สูง ได้แก่ HPV-16, HPV-18, HPV-31, HPV-35, HPV-39, HPV-45, HPV-51, HPV-52, HPV-58 เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เป็นโชคดีที่ไม่ว่าร่างกายได้รับเชื้อ HPV ประเภทใดก็ตาม ร่างกายจะสามารถกำจัดออกหมดในสองปีประมาณร้อยละ 90 ของคนที่ติดเชื้อ แต่หากในผู้ที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกไปได้เอง ก็จะทำให้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพคุณผ้หญิงในการเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพคุณผู้หญิง จาก Womanandkid
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

เวิร์กกิ้งวูแมน เสี่ยงมะเร็งเต้านม

เวิร์กกิ้งวูแมน เสี่ยงมะเร็งเต้านม


ผู้หญิงทำงานเสี่ยงมะเร็งเต้านมมากกว่าสาวๆ ทั่วไป



เรียกได้ว่า งานเข้า!!!...คุณสาวๆ ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างจัง!!! เพราะจากผลวิจัยล่าสุดพบว่า ผู้หญิง ที่ลักกี้อินเกมร้อยละ 70นั้น มีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็น "โรคมะเร็งเต้านม" มากกว่าผู้หญิง ทั่วไป เหตุจากความเครียด


สุขภาพ หากทำงานหักโหมไปก็อาจทำให้สุขภาพ ย่ำแย่ได้ แต่รู้ไหมว่าผู้หญิงเวิร์กกิ้งวูแมนที่มีความเครียดมาก ก็จะเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าสาวๆทั่วๆไปเสียอีก


flowerก่อนหน้านี้เรามักรู้กันดีว่าเรื่องของกรรมพันธุ์ และปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคอาหารปิ้งย่าง แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า "ความเครียด" ที่มาจากตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูง บวกกับปัจจัยเรื่องความอคติทั้งจากตัวเองไปสู่คนรอบข้าง หรือจากคนรอบข้างมาสู่ตัวเอง เช่น การถูกต่อต้านจากลูกน้อง-หัวหน้าระดับที่สูงกว่า การถูกเลือกปฏิบัติ หรือแม้การที่พวกเธอมีปฏิสัมพันธ์ที่แย่กับคนรอบข้างเองในที่ทำงาน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้นสาเหตุของโรคร้ายดังกล่าวได้ไม่แตกต่าง กัน


flowerแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งอธิบายว่า ปัจจัยเหล่านี้จะไปรบกวนระบบฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะที่ทำงานด้านการสร้างความสมดุลเมื่อเกิดความเครียด หรือที่เรียกกันว่าต่อมไร้ท่อ "คอร์ติซอล" ซึ่งหากอวัยวะส่วนนี่ทำงานบกพร่อง จะก่อให้เกิดการติดเชื้อในร่างกายได้ง่าย หรือปรับระดับความเครียดและความกดดันในร่างกายที่ไม่ดี จึงเชื่อมโยงไปสู่การเกิดเนื้องอกบริเวณหน้าอกนั่นเอง


flowerซึ่งคุณสาวๆ จำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จทางสังคม และโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก อย่างนักร้องสาวสุดเซ็กซี่ชาวออสซี่ ไคลี มิน็อก และศิลปินมากความสามารถชาวอังกฤษอย่างสาวโอลิเวีย นิวตัน-จอห์น รวมถึงสองดีไซเนอร์ฝาแฝดเสื้อผ้าแบรนด์เนม สุดหรูอย่าง ซาส์ส และไบด์ ก็ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายเช่นเดียวกัน


flowerด้านข้อมูลสนับสนุนจากสภามะเร็ง NSW หลังจากที่ได้ดำเนินการสำรวจผู้ป่วย พบว่าผู้หญิง เชื่อว่า ความเครียดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้พวกเธอป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมถึงร้อยละ 44ในขณะที่คุณสาวๆ จำนวนน้อยซึ่งคิดเป็นร้อยละ 29เชื่อว่าความเครียดเป็นตัวการของโรคร้ายดังกล่าว


นอกจากนี้สภาวะการเป็นหมันและการมีบุตรน้อย ตลอดจนการรับประทานยาคุมต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่สูงบ่อยๆ ก็เสี่ยงต่อสุขภาพคุณผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงด้วยเช่นเดียวกัน


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพคุณผู้หญิง จาก Talkaboutsex.thaihealth
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

โยคะกับวันมามาก

โยคะกับวันมามากโยคะกับวันมามาก


บทความสุขภาพ

เคยได้ยินความเชื่อเรื่องโยคะบ่อย ๆ ว่าช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ บ้างไหมคะ คุณได้ยินถูกต้องแล้วค่ะ โยคะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องวันนั้นของเดือนได้เป็นอย่างดี สาวๆ คงจะแอบสงสัยว่าแล้วอาการปวดท้อง (ของชั้น) เกิดจากอะไรหนอ แล้วโยคะมันไปช่วยให้หายปวดได้อย่างไรกัน อย่าเพิ่งงงงวยกันไปใหญ่ วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับสุขภาพคุณผู้หญิงเรื่องโยคะกับประจำเดือนมาฝากให้หายข้องใจกันค่ะ

อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือนถือ เป็นเรื่องปกติ แต่สาวน้อยทั้งหลายอาจปวดมากถึงมากที่สุดบางคนอาจจะปวดจนเป็นลมเลยก็มี และสาเหตุของอาการปวดท้องก็มาจากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ตำแหน่งของมดลูกที่อยู่ต่ำกว่าปกติ ความเครียดจากากรงาน หรือแม้กระทั่งความอ้วนก็เป็นสาเหตุของอาการปวดท้องได้เช่นกันนะคะ ดังนั้นเราจะต้องเตรียมพร้อมบริหารร่างกายกันตั้งแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่ประจำเดือนเพิ่งหมดไป ทำต่อเนื่องสักสามสัปดาห์ แค่นี้อาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือนก็จะเบาบางลงไปได้ค่ะ

โยคะกับวันมามาก-1

1. ท่าธนู
ให้สาวๆ นอนคว่ำราบไปกับพื้น จากนั้นให้งอเข่าขึ้นชี้ฟ้า แล้วเอามือรวบข้อเท้าไว้ เกร็งหน้าท้องพร้อมหายใจเข้า ขณะที่ยกขาและทรวงอกขึ้นค้างไว้สักครู่ พร้อมเหยียดแขนไปนสุด ตามองตรงไปข้างหน้าพร้อมปล่อยจิตให้ว่าง ท่านี้ช่วยฝึกให้หน้าท้องแข็งแรง และมดลูกเกร็งแข็งแรงขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ให้สาวๆ ค้างท่านี้ไว้พร้อมกับนับ 1-15 ก็พอ
โยคะกับวันมามาก-2

2. ท่าสามเหลี่ยม
เป็นอีกท่าหนึ่งที่แนะนำ เพราะช่วยลดอาการเครียด ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น อีกทั้งช่วยลดอาการปวดประจำเดือน กระตุ้นการทำงานของอวัยวะในช่องท้อง และช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังและไหล่อีกทั้งช่วยบริหารขาให้แข็งแรงด้วยค่ะ เรียกได้ว่าเป็นท่าที่ได้ประโยชน์มากมายยิ่งนัก เหมาะกับสาวๆ ที่มีเวลาจำกัดเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ยืนแยกขาทั้งสองข้างให้พอกับระดับไหล่ ค่อยๆ ก้มตัวลงไปช้าๆ แล้วเอามือแตะที่พื้น หรือเสื่อโยคะ พยายามควบคุมขาและแขนให้ตึงพร้อมกับเกร็งท้องไว้ กำหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมกับค้างท่านี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ โดยให้ตาให้มองไปที่หัวแม่โป้งเท้า หรือมองลอดใต้ขาไปไกล ๆ
โยคะกับวันมามาก-3

3. ท่าหน้าวัว
เป็นท่าที่ทำง่าย ๆ สำหรับมือใหม่หัดโยคะที่ช่วยให้กล้ามเนื้อช่วงบนอันได้แก่ แขน ไหล่ หลังและหน้าท้อง คลายตัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดต้นคอ ปวดหลัง ปวดประจำเดือนได้อีกด้วยนะค่ะ

เริ่มต้นด้วยการนั่งในท่าคลาน ให้ฝ่ามือหัวเข้าและหลังเท้าติดพื้นไว้ด้วยค่ะ จากนั้นให้ยกขาซ้ายสอดเข่าซ้ายไปด้านหลังเข่าขวา แยกเท้าทั้งสองให้กว้าง แล้วหย่อนก้นนั่งระหว่างเท้าทั้งสองข้าง ตามมาด้วยการนั่งในท่าเท้าไขว้ แล้วให้เท้าขวาทับบนเท้าซ้ายโดยให้ส้นเท้าขวาใกล้สะโพกซ้ายมากที่สุดและส้น เท้าวางบนพื้น ส่วนเท้าซ้ายก็ให้วางใกล้สะโพกมากที่สุดเช่นกัน และปิดท้ายด้วยให้เข่าซ้ายวางบนพื้น ขณะหายใจเข้าให้ยกมือขวาเอื้อมไปจับกับมือซ้าย ค้างท่านี้ให้นานเท่าที่ลมหายใจเข้า เมื่อเริ่มหายใจออกก็เปลี่ยนท่าสลับข้าง

หากยังไม่เชี่ยวพอและไม่สามารถเอามือทั้งสองข้างมาประสานกันได้ แนะนำให้เอาผ้าขนหนูมาช่วยพยุงแขนทั้งสองข้างแทนการเอาแขนมาติดกันนะคะ และทำหลายๆ ทีเข้า จะพบว่ามันสามารถทำได้อย่างง่ายดายค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพคุณผู้หญิง จาก www.chicministry.com
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

5 วิตามินยอดฮิต ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี?

5 วิตามินยอดฮิต ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี

เมื่อพูดถึง "วิตามิน" คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสรรคุณทาง "ยา" ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น และสามารถรักษาโรคได้ ความเข้าใจดังกล่าวถูกต้องเพียงบางส่วน แม้ว่าวิตามินจะสามารถทำหน้าที่เสมือนยาแต่ถึงอย่างไรวิตามินก็ไม่ใช่ยา เพราะความจริงแล้ววิตามินเป็น ส่วนหนึ่งของสารอาหารและสารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เริ่มตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การนำโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อ รวมถึงการผลิตพลังงาน ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์วิตามินขึ้นได้ เอง เราจึงต้องได้รับวิตามินที่เป็นสารสกัดจากสิ่งมีชีวิต (Organic) ผ่านการกินอาหารเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างในร่างกาย วัตถุประสงค์และวิธีการกินวิตามิน รวมถึงสารอาหารยอดฮิตชนิดต่างๆ ให้ถูกต้องและปลอดภัยควรทำอย่างไร ลองตามไปดู

วิตามินซี ใน รูปแบบอาหารเสริม มีทั้งแบบเม็ดอัด แคปซูล ลูกอม ผสมน้ำหวาน-เครื่องดื่ม หรือผงละลายน้ำ รวมถึงการนำมาทำเป็น ซีรั่ม ครีม โลชั่น เพื่อเป้าหมายหลักในการบำรุงผิวให้ดูขาวใส เปร่งปรั่ง ลดความหมองคล้ำ นอกจากนี้วิตามินซียัง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถป้องกันและรักษาโรคหวัด ทั้งยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบจากการติดเชื้อและระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย ปัญหาการขาดวิตามินซีพบได้ในกลุ่มคนที่ควบคุมอาหารมากๆ เป็นมังสวิรัต สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับการดูดซึม ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดข้อ เลือดออกตามไรฟัน แผลหายช้า และติดเชื้อง่าย ปริมาณวิตามินซีที่รางกายต้องการขั้นต่ำต่อวันคือ 60 มก. ในรายที่ขาดวิตามินซีแพทย์จะแนะนำให้กินวันละไม่เกิน 1000 มก. เพื่อประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย แต่ในช่วงที่เป็นหวัดควรกินวันละ 3000 มก. แบ่งเป็น 3-6 เวลา ตลอดทั้งวัน จะลดความรุนแรงของหวัดได้มากที่สุด 85%

วิตามินบีรวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี 1, บี 2, ไนอะซีน, แพนโทธีนิก แอซิด, บี 6, บี 12, โฟลิก แอซิด, ไอโนซิทอล และโคลีน วิตามิน บี รวมนอกจากจะเหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพผิว ผม สายตา ตับแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทและคลายความเคร่ง เครียดในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้หลายคนไม่รู้ว่าวิตามินบียังช่วยให้กระฉับกระเฉง ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่นอนดึกหรือนอนหลับยาก การกินวิตามินบีก่อนนอนอาจทำให้คุณกลายร่างเป็นนกฮูกตาค้างไปทั้งคืน สำหรับปริมาณในการกินวิตามินบีเพื่อเป็นอาหารเสริมควรอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 มก. ต่อวัน

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส มี ประโยชน์ช่วยต้านการอักเสบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยป้องกัน และยับยั้งการลุกลามของภาวะประสาทเสื่อมจากโรคเบาหวาน บำรุงผิวพรรณ รักษาผิวหนังอักเสบ นอกจากนี้ยังพบรายงานวิจัยบ่งชี้ว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิงพริมโรส มีผลในการรักษาภาวะประจำเดือนผิดปกติ คลายการเจ็บเต้านมช่วงก่อนมีประจำเดือน และช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ แม้อีฟนิ่งพริมโรสจะถูกโฆษณาและโหมสรรพคุณมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ แต่ทางที่ดีควรใช้เท่าที่จำเป็น ไม่เกิน 3,000 มก. ต่อวัน สำหรับผลข้างเคียงอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผื่นแพ้และลมชักกำเริบ

กลูต้าไธโอน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ ตามส่วนต่างๆของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกายด้วย ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนที่พบในท้องตลาดส่วนใหญ่เน้นสรรพคุณเรื่องผิวขาว มักอยู่ในรูปยาเม็ดหรือผงละลายน้ำซึ่งสามารถถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของ มนุษย์ ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการกินกลูตาไธโอนจึงแทบจะไม่มีเลย ทำให้มีคนพยายามนำกลูตาไธโอนในรูปแบบยาฉีดมาใช้แทนยากินมากขึ้น แต่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของกลูตาไธโอนเพื่อให้ผิวขาวใสนั้นก็ยังไม่มีการพิสูจน์ผลที่ชัดเจน


Zinc(สังกะสี) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ช่วยรักษาบาดแผลในร่างกายและช่วยให้ร่างกายดำรงความ สมดุลในผู้ใหญ่ และช่วยทำให้เกิดความเจริญเติบโตในเด็ก ควบคุมฮอร์โมน สังเคราะห์โปรตีน ช่วยสร้างเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกัน zinc ประกอบด้วยเอ็นไซม์ที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระโดยปัจจัยต่าง ๆ หน้าที่ของ zinc ที่น่าสนใจก็คือการช่วยควบคุมอาการผิดปกติของผิวและช่วยในการรักษาบาดแผล อาหารเสริม zinc จะให้ผลดีที่สุดหากกินก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร อย่างไรก็ดีหากมีอาการปวดท้องควรกินพร้อมอาหาร และไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมหรือฟอสฟอรัสสูงเพราะอาจทำให้การดูด ซึมสังกะสีลดลง

จำให้ขึ้นใจ วิตามินไม่ใช่ยาวิเศษ!

" วิตามินไม่สามารถทดแทนอาหารได้ และไม่สามารถดูดซึมได้หากไม่ได้รับประทานร่วมกับอาหาร

" วิตามินไม่ใช่ยากล่อมประสาท

" วิตามินไม่สามารถทดแทนโปรตีนหรือสารอาหารอื่น เช่น เกลือแร่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต น้ำ หรือแม้แต่ทดแทนกันเอง โดยตัวของวิตามินเองแล้วไม่ใช่ส่วนประกอบของโครงสร้างในร่างกายเรา คุณไม่สามารถเลิกกินอาหารอื่นๆ และหันมากินแต่วิตามิน เพื่อสุขภาพที่ดีได้

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก หน้าพิเศษ Hospital Healthcare นสพ.มติชน
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

กินอาหารขยะต่อเนื่องทำลายสมอง

กินอาหารขยะต่อเนื่องทำลายสมอง

ผลการวิจัยล่าสุด พบว่า เมื่อเราบริโภค junk food เหล่านี้ต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง จะทำให้สมองในส่วนระบบความรับรู้เราถูกทำลาย


ด้วยไลฟ์สไตล์สมัยนี้ ทำให้หลายคนต้องพึ่งพาอาหารขยะที่มีไขมันสูงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ดีต่อสุขภาพร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่า อาหารประเภทนี้ไม่ดีต่อสุขภาพสมองด้วย


ทุกคนทราบดีว่าอาหารขยะ หรือ junk food เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังทำให้อ้วนด้วย แต่ทราบหรือไม่ว่าเมื่อเราบริโภค junk food เหล่านี้ต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง จะทำให้สมองในส่วนระบบความรับรู้เราถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน


โดยผลการวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์แสดงให้เห็นว่า หนูทดลองที่ได้รับการป้อน junk food อย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งมีปริมาณไขมันและน้ำตาลสูง เป็นระยะเวลาราว 1 สัปดาห์ จะแสดงอาการหลงๆ ลืมๆ เริ่มจดจำสถานที่ไม่ค่อยได้ และไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบข้างได้ดีเท่าที่ควร


นอกจากนี้ หนูทดลองยังมีอาการสมองอักเสบ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเรื่องความทรงจำ โดยหนึ่งในทีมวิจัยได้เปิดเผยว่า เธอรู้สึกทึ่งมากกับผลการทดลองที่ออกมา เพราะผู้คนมักจะเพ่งเล่งเรื่องไขมันกับความอ้วนเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าคือผลกระทบต่อสมอง และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ เริ่มต้นขึ้นก่อนที่หนูทดลองจะอ้วนเสียอีก


ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อลองเปลี่ยนอาหารของหนูทดลองกลับมาเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอีกครั้ง พบว่า การทำงานของสมองก็ไม่ได้ดีขึ้น ซึ่งหากเชื่อมโยงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับหนูทดลองสามารถเกิดขึ้นกับคนเราได้ เช่นกันแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองควรจำกัดการบริโภคของลูกน้อยตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะเกิดปัญหาสุขภาพตามมา


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก วอยซ์ ทีวี

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

10 อาหารเช้าที่ให้พลังงาน

10 อาหารเช้าที่ให้พลังงานอาหารเช้าถือเป็นหนึ่งมื้อสำคัญ ที่ต้องรับประทาน เพื่อที่จะได้มีสุขภาพดีและมีพลังงานไว้เผาพลาญในการใช้ชีวิต วันนี้วอยซ์ ทีวี มี 10 อาหารเช้าที่ให้พลังงานมานำเสนอ


1.ไข่
เพราะไข่ให้พลังงานสูง และมีแคลอรี่ รวมทั้งมีสารอาหารที่สำคัญมากกว่า 13 ชนิด รวมไปถึงวิตามินและสังกะสี และช่วยระบบคุ้มกัน และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ


2.ข้าวโอ๊ตบด
ข้าวโอ๊ตถือว่ามีวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งเส้นใยโปรตีน และให้พลังงานอย่างสูง และยังช่วยในเรื่องความจำ


3.เนยถั่ว
เนยถั่วทำจากถั่วเช่นอัลมอนด์เม็ดมะม่วง หิมพานต์และถั่วลิสงถือว่าเต็มไปด้วยวิตามินอีโปรตีนแมกนีเซียมแคลเซียมและ โพแทสเซียม หากใครที่กังวลในเรื่องไขมัน เนยถั่วนั้นช่วยคุณได้ นอกจากนั้นในเนยถั่วยังมีไขมันดีอีกด้วย


4. ขนมปังโฮลเกรน
เป็นธัญพืชที่ช่วยสร้างความมั่นคงระดับน้ำตาลในเลือดและเติมเต็มคุณไปจนถึงอาหารมื้อต่อไป


5.ผักใบเขียว
ผักโขม,ผักคะน้า หรือผักใบเขียวชนิดอื่นๆ ทั้งหมดนี้ถือว่ามีเส้นใยอาหาร เกลือแร่,สารต้านอนุมูลอิสระ ไปจนกระทั่งถึงวิตามิน


6.ผลไม้
โดยทั่วไปแล้วผลไม้นั้นเต็มไปด้วยใยอาหาร (ลูกแพร์, แอปเปิ้ล, เบอร์รี่, และ กีวี), ขณะที่พวกที่มีวิตามิน ซีก็คือ (มะละกอ, ส้ม),ส่วนผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระต้านโรค (สตรอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ และ blackberries) ทางด้าน กล้วย ก็มี เซลล์และโปแตสเซียมที่สร้างกล้ามเนื้อ


7.เมล็ดถั่ว
ถั่วและเมล็ดเมล็ดฟักทอง นั้นมีส่วนโปรตีนวิตามินอีและกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ทำหัวใจแข็งแรง รวมถึงไขมันโอเมก้า 3


8.โยเกิร์ต
ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เห็นการโยเกิร์ตปรุงอาหาร แต่โยเกิร์ตนี่แหละเป็นแหล่งที่ดีของแคลเซียมและโปรตีน


9.เนื้อสัตว์บางๆ
ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้พลังงานในยามเช้า นอกเหนือจากไข่


10.ชีส มอซซาเรลล่า
เป็นเนยแข็งที่ไขมันต่ำแถมยังให้โปรตีนและแคลเซียมสูง


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก วอยซ์ ทีวี